เช็กสัญญาณ อาการโควิดลงปอดเป็นยังไง มาดูวิธีเช็กเบื้องต้นก่อนปอดอักเสบลุกลาม

0

อาการโควิดที่พบส่วนใหญ่ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ คล้ายกับไข้หวัดทั่วไป ซึ่งหากภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงพอจะสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัส และรักษาตัวให้หายได้เอง ทว่าความอันตรายของโรค COVID-19 อยู่ตรงที่เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสลงปอดได้ง่าย โดยเฉพาะสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ที่แพร่ระบาดระลอกใหม่ นอกจากจะติดต่อง่ายกว่าเดิมแล้ว กลับพบคนหนุ่มสาวมีอาการปอดอักเสบมากขึ้นด้วยทั้งที่บางคนไม่มีอาการป่วยใด ๆ เลย

โควิดลงปอดคืออะไร

คุณหมอจากเพจ Drama-addict ให้ข้อมูลไว้ว่า ตามปกติเวลาที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19 จะแบ่งตำแหน่งที่ติดเชื้อเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน กับ การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง

– กรณีติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน คือ บริเวณปาก คอ จมูก อาการจะไม่รุนแรงมาก เช่น มีน้ำมูก เจ็บคอ ไอ

– กรณีติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ ตั้งแต่หลอดลม ลงไปถึงปอด จะเรียกว่าโควิดลงปอด มีอาการรุนแรงกว่าการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เนื้อเซลล์ปอดและถุงลมบางส่วนได้รับความเสียหาย ทำให้หายใจลำบาก ถ้าเอกซเรย์หรือทำ CT Scan จะพบความเปลี่ยนแปลงในปอด และหากรุนแรงมากอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ติดโควิดแล้วมีโอกาสแค่ไหนที่เชื้อจะลงปอด

โควิดลงปอดทุกคนไหม ? ประเด็นนี้ต้องบอกว่า ข้อมูลในปี 2563 พบผู้ป่วยโควิดราว 80% มีอาการไม่หนัก กล่าวคือแทบไม่แสดงอาการ หรือบางคนอาจจะมีไข้ ไอ จามทั่วไป เชื้อไม่ค่อยลงปอด แต่ในบางคนอาจมีปอดอักเสบอ่อน ๆ ได้ ซึ่งไม่รุนแรง ขณะที่ผู้ป่วยอีก 20% เชื้อจะลงปอด และมีอาการรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับโควิดสายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 ที่เพิ่งระบาดในไทยเมื่อปี 2564 นั้น เชื้อมีความรุนแรงกว่าเดิม อยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานานขึ้น อีกทั้งจับกับผิวเซลล์มนุษย์ได้ดีกว่าสายพันธุ์ที่เคยระบาดในไทย ทำให้ผู้ป่วยมีปริมาณเชื้อในโพรงจมูกเยอะขึ้น

ดังนั้น เมื่อหายใจเข้าไป โอกาสที่เชื้อจะเข้าปอดก็ง่ายกว่าเดิม จึงพบผู้ติดเชื้อมีอาการปอดอักเสบเร็วขึ้นและมากขึ้นไปด้วย แม้แต่วัยรุ่นที่สุขภาพแข็งแรงแทบไม่แสดงอาการป่วย แต่เมื่อเอกซเรย์ปอดกลับเจอฝ้าที่แสดงถึงภาวะปอดอักเสบ

โดยการระบาดรอบนี้ พบคนที่มีรอยโรคปอดอักเสบ ร่วมกับไข้ ไอ หรือหอบเหนื่อย ได้ประมาณ 30-50% ขึ้นกับระยะเวลาที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์หลังได้รับเชื้อหรือเริ่มมีอาการ รวมทั้งโรคประจำตัวของผู้ป่วยด้วย

อาการโควิดลงปอด มีอะไรเป็นสัญญาณบ้าง

หลายคนสงสัยว่า โควิดลงปอดภายในกี่วัน ? จากข้อมูลพบว่า มีโอกาสที่เชื้อจะลงปอดและมีอาการปอดอักเสบระยะต้น ในช่วง 5 วันหลังได้รับเชื้อหรือเริ่มมีอาการ และปอดอักเสบระยะที่ 2 จะอยู่ในช่วง 10-15 วัน ซึ่งอาการแสดงที่เป็นสัญญาณว่าเชื้อไวรัสโคโรนาอาจเข้าสู่ปอดแล้วก็คือ

– ไอแห้ง ๆ มีอาการไอมากขึ้น

– เหนื่อยง่ายขึ้น สังเกตได้จากเวลาทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่เคยทำได้ปกติ แต่ตอนนี้เมื่อทำแล้วจะรู้สึกเหนื่อยเร็วกว่าเดิม

– หอบเหนื่อย แน่นหน้าอก

– หายใจติดขัด หายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม เนื่องจากเชื้อที่ลงปอดจะทำให้เกิดการอุดกั้นบริเวณถุงลมปอด ส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนและลำเลียงออกซิเจน

– พูดติดขัด ขาดห้วง

– ระดับออกซิเจนในเลือดลดต่ำลง เพราะเชื้อที่อุดกั้นถุงลมปอด ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไม่ดี จึงส่งออกซิเจนไปยังกระแสเลือดน้อยกว่าปกติ

หากมีอาการที่กล่าวมานี้ควรรีบแจ้งแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากการระบาดระลอกใหม่พบเชื้อลุกลามในปอดเร็วมาก โดยแพทย์จะเอกซเรย์ปอด หรือ CT Scan เพื่อวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบก่อนทำการรักษา

ระวัง ! ภาวะ Happy Pneumonia ปอดอักเสบไม่แสดงอาการ

แม้อาการที่กล่าวไปข้างต้นจะเป็นสัญญาณเตือนโควิดลงปอด แต่ทราบไหมว่า ยังมีผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนไม่น้อยที่มีภาวะ Happy Pneumonia หรือเป็นปอดอักเสบแต่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการจำพวกหอบเหนื่อย หรือหายใจติดขัดให้เห็นเลย ต้องเอกซเรย์ปอดเท่านั้นจึงจะเห็นว่าปอดมีร่องรอยของโรคแล้ว โดยแสดงร่วมกับภาวะ Silent Hypoxemia คือค่าออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าปกติ แต่ไม่มีอาการเหนื่อยหอบ ทว่าเมื่อเป็นหลายวันเข้า จนอาการมาถึงจุดหนึ่ง จะเหนื่อยแบบรุนแรง จนระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในเวลาไม่นาน

ภาวะเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยโควิด 19 มักไม่รู้ตัวว่าเป็นปอดอักเสบ เพราะไม่มีอาการใด ๆ แต่เมื่อแสดงอาการ ผู้ป่วยจะทรุดหนักเฉียบพลันและมีโอกาสที่จะรักษาไม่ทัน นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมผู้ป่วยควรอยู่ในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนาม เพื่อสังเกตอาการทุกวัน รวมทั้งตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด หากมีความผิดปกติ แพทย์จะเข้ามาช่วยเหลือได้เร็ว

วิธีเช็กว่าเชื้อลงปอดหรือยัง ด้วยการวัดค่าออกซิเจนในเลือด

สำหรับผู้ป่วยโควิดที่อยู่ในโรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลสนามแล้ว แม้จะไม่มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจติดขัด แต่แพทย์อาจให้ตรวจระดับออกซิเจนในเลือด เพื่อเฝ้าระวังอาการปอดอักเสบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น

– ใช้เครื่องตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดที่ปลายนิ้ว (Pulse Oximeter) หากมีปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 96% จะแสดงถึงความผิดปกติที่ปอด ซึ่งต้องรักษาทันที

– การให้เดิน 6 นาที (6-minute walk test) เป็นวิธีตรวจสอบสมรรถภาพทางกาย เพื่อเช็กอาการของคนที่เป็นปอดอักเสบระยะแรก วิธีการก็คือจะให้ผู้ป่วยเดินเร็ว ๆ เป็นเวลา 6 นาที หากมีภาวะปอดอักเสบ ก็จะรู้สึกเหนื่อยง่าย เหนื่อยเร็วกว่าปกติ หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ รวมทั้งระดับออกซิเจนในเลือดอาจลดต่ำลงเหลือน้อยกว่า 96%

– การปั่นจักรยานอากาศนาน 3 นาที หรือเดินไป-มาข้างเตียง 3 นาทีขึ้นไป แล้วเปรียบเทียบระดับออกซิเจนในเลือดก่อน-หลังทดสอบ หากค่าออกซิเจนลดลง 3% ขึ้นไป จะถือว่ามีภาวะออกซิเจนในเลือดลดลงหลังออกแรง (Exercise-induced Hypoxia)

– การออกกำลังกายด้วยการลุก-นั่ง (Sit-to-Stand Tests) เพื่อเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นว่าอาการปอดอยู่ในสภาวะไหนแล้ว ซึ่งจะช่วยคัดกรองผู้ป่วยโควิดที่ยังไม่พบปอดอักเสบในช่วงแรกได้ โดย รศ. นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล แนะนำวิธีทดสอบไว้ดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องมี

– เก้าอี้ที่แข็งแรงชนิดมีพนักพิงหลัง แต่ไม่มีที่เท้าแขน ความสูงจากที่นั่งถึงพื้น 40-50 เซนติเมตร
– เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว หรือหากไม่มีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วสามารถใช้นาฬิกา Smart Watch ที่มีการวัดค่าออกซิเจนในเลือด (SpO2)

ขั้นตอนการทดสอบ

1. วัดออกซิเจนปลายนิ้ว ถ้าไม่มีเครื่องมือ ให้จับชีพจร 1 นาที ว่าได้กี่ครั้ง

2. ลุก-นั่งกับเก้าอี้ โดยห้ามเอามือจับตัวเก้าอี้ ควรมีคนคอยดูอยู่ด้านหน้าเพื่อป้องกันการล้มหัวฟาด

3. ลุก-นั่งไปเรื่อย ๆ ภายใน 1 นาที เอาเท่าที่เร็วที่สุดที่พอไหว

4. เมื่อครบ 1 นาที ให้ลองวัดออกซิเจน ถ้าตกลงเกิน 3% หรือถ้าวัดชีพจรแล้วเกิน 120 ครั้ง/นาที หรือคนไข้หายใจหอบเหนื่อยมาก พูดเป็นคำไม่ได้ แสดงว่าน่าจะมีปัญหาในปอด ทำให้ออกซิเจนไม่พอ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตัวเลขตกลงไม่เกิน 3% ที่แสดงว่าปอดน่าจะยังดี แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าไม่เป็นโควิดเช่นกัน ดังนั้น ควรทดสอบด้วยตัวเองอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะคนเป็นโควิดที่ยังมีอาการน้อย ๆ ก็สามารถเช็กได้ด้วยตัวเอง ส่วนคนที่ยังไม่เป็นโควิดก็ทำได้ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานของตัวเองก่อนเป็นปอดบวม

โควิดลงปอดอันตรายไหม รุนแรงแค่ไหน

โรค COVID-19 จะก่อความรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หลัก ๆ คือ

1. ปริมาณเชื้อที่ได้รับ

– ผู้ที่ได้รับเชื้อแต่ไม่มีอาการ อาจพบการอักเสบของปอดได้เมื่อเอกซเรย์

– ผู้ที่ได้รับเชื้อปริมาณน้อย อาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ หายเองได้ บางรายอาจพบการอักเสบในปอด

Loading...

– ผู้ที่ได้รับเชื้อปริมาณมาก เชื้อจะลงไปอยู่ในถุงลม ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบติดเชื้อ มีอาการเหนื่อย หายใจไม่ทัน ต้องได้รับเครื่องช่วยหายใจ

2. ภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อ

หากเป็นคนที่มีภูมิต้านทานแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ถ้าเชื้อลงปอดก็มีโอกาสที่จะรักษาหายได้ในเวลาไม่นาน แต่สำหรับคนที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มที่จะมีอาการรุนแรงกว่าคนกลุ่มอื่นจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เช่น

– ผู้สูงอายุ เนื่องจากความเสื่อมของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันลดลง

– คนอ้วน มีไขมันใต้ผิวหนังหรือใต้ช่องท้องมาก คนกลุ่มนี้ปอดจะทำงานลดลง เสี่ยงต่อการหายใจลำบาก จึงมีโอกาสที่จะมีอาการรุนแรงจากโรคโควิด 19 สูงถึง 7 เท่า

– ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคตับ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ฯลฯ

– ผู้ป่วยโรคปอด เนื่องจากปอดทำงานน้อยกว่าปกติอยู่แล้ว เมื่อถูกเชื้อไวรัสทำลายอีก ระบบร่างกายจะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

– คนที่สูบบุหรี่ เพราะปอดถูกทำลายอย่างหนัก มีโอกาสที่จะมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจากโควิด 19 มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.5 เท่า และมีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าด้วย

3. ระยะเวลาที่ได้รับการรักษา

คนที่เชื้อลงปอดแล้วได้รับการตรวจวินิจฉัยเร็ว ได้ยารักษาตั้งแต่ต้น จะมีโอกาสหายได้ แต่หากได้รับการรักษาล่าช้า เชื้อจะลุกลามและสร้างความเสียหายให้ปอดมาก จนไม่สามารถฟื้นฟูปอดกลับมาได้เหมือนเดิม เมื่อปอดเสียหายอย่างหนักจะส่งผลต่อระบบหายใจ ทำให้เกิดภาวะหายใจล้มเหลว และอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ ได้อีก จึงมีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า

โควิดลงปอดรักษายังไง

หากตรวจพบเชื้อโควิดลงปอดแล้วจะต้องเข้าแอดมิตในโรงพยาบาลทันที โดยแพทย์จะทำการรักษา ดังนี้

การใช้ยา

สำหรับมาตรฐานการรักษาในประเทศไทย จะให้ยาฟาวิลาเวียร์ (Favilavir) เพื่อต้านไวรัสเป็นเวลา 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกายและปัจจัยเสี่ยง กรณีมีอาการรุนแรงขึ้น แพทย์จะพิจารณาให้ยาอื่นร่วมด้วย คือ

– ให้ยาลดการอักเสบคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ร่วมกับยาฟาวิลาเวียร์

– หากมีอาการปอดบวม หายใจเร็วเกินอัตราการหายใจตามกำหนดอายุ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาโลปินาเวียร์/ริโตนาเวียร์ (Lopinavir/ritonavir, LPV/r) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอดส์และยาต้านไข้หวัดใหญ่ ร่วมกับยาฟาวิลาเวียร์ และยาลดการอักเสบคอร์ติโคสเตียรอยด์

– กรณีผู้ป่วยตั้งครรภ์ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาเรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) แทนฟาวิลาเวียร์ เนื่องจากมีข้อมูลความปลอดภัยของยาเรมเดซิเวียร์ในหญิงตั้งครรภ์ และไม่มีรายงานผลร้ายในทารก

ให้นอนคว่ำ

เมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรง และมีปอดอักเสบทั้ง 2 ข้าง ระดับออกซิเจนต่ำ แพทย์จะให้นอนคว่ำ เพื่อให้ถุงลมปอดขึ้นมาอยู่ด้านบน จึงช่วยให้ปอดแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ดีขึ้น ปริมาณออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้น เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความรุนแรงของอาการปอดอักเสบ ซึ่งถ้าผู้ป่วยนอนคว่ำไประยะหนึ่งแล้วมีอาการดีขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ

อย่างไรก็ตาม กรณีผู้ป่วยมีปอดอักเสบข้างเดียว หรือมีระดับออกซิเจนปกติ การนอนคว่ำจะไม่ได้ช่วยในการรักษาเท่าใดนัก

ให้ออกซิเจน

ในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เช่น มีภาวะลดลงของออกซิเจน ปอดอักเสบอย่างรุนแรง แพทย์จะให้ยา ร่วมกับการให้ออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องช่วยหายใจ หรืออาจใช้เครื่อง ECMO ซึ่งก็คือเครื่องปอดและหัวใจเทียมแบบเคลื่อนย้าย ช่วยดึงเลือดดำจากร่างกายมาฟอก หรือเพิ่มปริมาณออกซิเจน แล้วปั๊มเลือดแดงกลับเข้าสู่ร่างกาย จึงช่วยพยุงการทำงานของปอดและหัวใจเป็นการชั่วคราว

รักษาตามภาวะแทรกซ้อน

กรณีมีอาการแทรกซ้อนที่อวัยวะอื่น ๆ ด้วย ก็จะเพิ่มการรักษาตามอาการนั้น เช่น หากมีปัญหาไตวายเพราะปอดอักเสบมากจนไตรับมือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายไม่ไหว แพทย์ก็ต้องฟอกไต ซึ่งเป็นเพียงวิธีรักษาแบบประคองอาการเท่านั้น แต่อาการจะดีขึ้นได้เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อโควิดจะหมดจากปอดไปเมื่อไหร่

ผลเสียเมื่อโควิดลงปอด จะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม

กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปอดอักเสบเพียงเล็กน้อย และร่างกายแข็งแรงดี เมื่อไวรัสเข้าไปจู่โจมระบบทางเดินหายใจ อาจทำลายปอดได้ไม่มาก เมื่อหายจากการติดเชื้อ ปอดจะกลับมาทำงานได้ตามปกติ หรือประสิทธิภาพลดลงไม่มาก

ทว่าสำหรับคนที่ปอดได้รับความเสียหายรุนแรง เกิดรอยแผลจำนวนมาก เซลล์ของเนื้อปอดแทบจะฟื้นฟูไม่ได้เลย ดังนั้น แม้จะรักษาโควิดจนหาย แต่สมรรถภาพการทำงานของปอดย่อมลดลงแน่นอน จึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น

– ออกกำลังกายได้ไม่เต็มที่ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเร็วขึ้น

– ถูกจำกัดการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้แรงเยอะ หรือทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ไม่เท่าเดิม

– หายใจไม่สะดวก หรือรู้สึกหายใจไม่อิ่ม ไม่เต็มปอด เพราะปอดรับออกซิเจนได้ไม่เท่าเดิม

วิธีฟื้นฟูสมรรถภาพปอด

ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำให้ผู้ป่วยโควิด ฟื้นฟูสมรรถภาพปอดด้วยการฝึกหายใจ เนื่องจากเชื้อไวรัสที่ลงปอดส่งผลให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก และมีเสมหะมากขึ้น แต่การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดด้วยตัวเองจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย อาทิ

– ลดอาการเหนื่อยและการหายใจลำบาก

– เพิ่มความสามารถในการหายใจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ช่วยขับเสมหะ

– ป้องกันการเกิดภาวะปอดแฟบ

สำหรับผู้ป่วยที่สามารถออกกำลังกายฟื้นฟูปอดได้ คือ

– ผู้ป่วยติดเชื้อแบบไม่มีอาการ

– ผู้ป่วยติดเชื้อแต่อาการไม่รุนแรง

– ผู้ป่วยติดเชื้อ อาการไม่รุนแรง แต่มีโรคประจำตัว

– ผู้ป่วยติดเชื้อ มีอาการปอดอักเสบไม่รุนแรง

กรณีผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบรุนแรง หรือมีความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น อายุมากกว่า 60 ปี, มีโรคประจำตัว เช่น โรคอ้วน โรคปอด ไต หรือหัวใจเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, โรคตับแข็ง หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการออกกำลังกายตามโรคประจำตัวที่เป็นอยู่เดิม

วิธีฟื้นฟูสมรรถภาพปอดสามารถดูได้จากคลิปต่อไปนี้

ข่าวน่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมจากผู้เขียน