โรคขยันมากไป อาจทำให้เราเป็นโรคบ้างานจนเกินเยียวยา

0

สิ่งที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นต้องพบเจออยู่เสมอคือความตึงเครียดในการทำงานแต่ละวัน กลายเป็นภาพลักษณ์ให้คนทั่วโลกเห็นว่าคนญี่ปุ่นมักบ้างาน แต่ใช่ว่าขยันแล้วจะดีเสมอไปเพราะแท้จริงแล้วความขยันมากไปนั่นแหละที่จะสร้างความลำบาก บางครั้งก็เสียเวลาไปกับการทำโอทีโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร

วัฏจักรแบบมนุษย์เงินเดือนที่เวียนไปทุกวันไร้ซึ่งการตอบคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุขท่ามกลางกองงานพะเนิน แล้วโรคบ้างานแบบนี้มีโอกาสจะเกิดกับมนุษย์เงินเดือนไทยมากน้อยแค่ไหน ?

จุดเริ่มต้นของ ‘โรคบ้างาน’ เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1969 เหล่าทีมวิจัยค้นพบโรคบ้างานหรือ ‘คาโรชิ’ มีต้นเหตุจากการเสียชีวิตของหนุ่มญี่ปุ่นอายุ 29 ปี เพราะพื้นฐานของคนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ ความภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองอยู่ รวมถึงเรื่องความรับผิดชอบที่สูงลิบ ค่านิยมเหล่านี้ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และไม่แปลกที่พวกเขาจะทำให้โรคบ้างานกลายเป็นโรคยอดฮิตของชายชาวญี่ปุ่น

เดิมทีโรคบ้างานถูกพบแค่ในหมู่ชายชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานไม่ต่างจากผู้ชายญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก โรคบ้างานจึงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกรวมถึงในประเทศไทย จากการสำรวจประชากรไทยพบว่ามีคนเป็นโรคบ้างานถึงร้อยละ 67 และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ขอบอกเลยว่าไม่จริง แม้บางครั้งเหล่าผู้ขยันทำงานเกินเหตุอาจรู้สึกสนุกไปกับการทำงานหนัก โดยไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบกับร่างกายเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้วโรคภัยจำนวนมากต่างแห่เข้ามาอย่างไม่รู้ตัวทั้ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพาต เพราะความเครียดทำร้ายระบบการไหลเวียนของเลือดจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน รวมถึงโรคซึมเศร้าที่คนบ้างานมีโอกาสจะเจอสูงกว่าคนทั่วไป

วิจัยวารสารวิชาการ PLOS One ของมหาวิทยาลัย Bergen University กล่าวว่าคนขยันทำงานเกินเหตุมีโอกาสเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำสูงถึง 25.6% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามปกติ รวมถึงมีโอกาสเกิดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เห็นได้ชัดว่าการทำงานหนักนั้นก่อให้เกิดโรคทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมเมื่ออยู่กับความเครียดเป็นเวลานาน เหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้ขยันขันแข็งมักหาทางออกโดยการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด และทำให้ต้องเพิ่มโรคมะเร็งปอดกับตับแข็งเข้าไปอีก

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นบ้างานหรือไม่?

Loading...

มนุษย์เงินเดือนบ้างานสามารถสังเกตุว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกายหรือไม่ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้ายทอย สายตาพร่ามัวเป็นครั้งคราวหรือเปล่า และปวดกล้ามเนื้อตาหลายวันติดกันหรือไม่ ร่วมกับอาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และภาวะทางอารมณ์ที่ไม่แน่นอนเดี๋ยวโกรธเดี๋ยวหาย บางครั้งก็หงุดหงิดง่าย

นอกจากนี้การดูวันลาหยุดก็ทำให้มองเห็นภาพร่วมได้ มนุษย์บ้างานส่วนใหญ่ไม่เคยใช้วันลาหยุดแม้จะมีธุระมากมาย ไม่ลาป่วยแม้ตัวเองจะป่วยหนัก เรียกว่าต่อให้ควรลาก็ไม่ลาอะไรทั้งนั้นเพราะกลัวงานไม่เสร็จ หรือเป็นห่วงงานที่ตัวเองรับผิดชอบอยู่ตลอดเวลา ถ้าพอถึงสิ้นปีแล้วคุณพบว่าตัวเองไม่เคยลางานเลยแสดงว่าคุณอาจเข้าข่ายว่าจะเป็นโรคบ้างานแล้วเช่นกัน

โรคบ้างานสามารถแก้ไขได้จากการปรับเปลี่ยนมุมมองและการใช้ชีวิต

หากรู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความเข้าข่ายว่าจะเป็นโรคบ้างาน เราขอให้คุณเริ่มปรับพฤติกรรมการทำงานและการใช้ชีวิตเสียใหม่ ถ้าทำงานต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก ให้ลองตัดใจนั่งพักสายตาซัก 5-10 นาที ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะการนั่งจดจ่ออยู่นิ่ง ๆ เป็นเวลานานจะทำให้เกิดความเครียดสะสมได้ง่าย

การบริหารเวลาชีวิตแต่ละวันก็เป็นเรื่องสำคัญ การทำงานหามรุ่งหามค่ำจนสุขภาพเสียไม่ใช่สิ่งที่ดี แต่ถ้ากลัวว่าผ่อนปรนตัวเองแล้วอาจทำงานไม่ทันก็ให้ลองมองหาว่าปัญหาที่งานไม่เสร็จมันเกิดจากอะไร เรามาสาย ไม่ทำงาน กลับบ้านเร็ว หรือเป็นเพราะงานงอกออกมาไม่สิ้นสุด งานเยอะแบบไร้เหตุผล เมื่อหาเจอก็มองว่าเราผิดหรือว่าองค์กรที่เราอยู่นั้นเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเราหรือไม่

เมื่อพบคำตอบแล้วให้ปรับวิธีการทำงานใหม่ การแก้ปัญหาที่ถูกจุดคือสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าฝืนทำงานหลังขดหลังแข็งเกินเวลา ยิ่งสำหรับงานที่ต้องใช้ไอเดีย การจมอยู่กับกองงานไม่ช่วยให้ได้ไอเดียใหม่ ๆ การลาหยุดงานออกไปท่องเที่ยว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ทำให้เราได้พบเจอกับแรงบันดาลใจใหม่ ได้มุมมองที่หลากหลายจากการพบปะผู้คนที่สามารถนำมาเป็นไอเดียให้กับงานได้ด้วย

การแข่งขันในตลาดแรงงานที่พุ่งสูงขึ้นทุกปี ส่งผลให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนต่างทุ่มแรงกายแรงใจทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อเงินและความก้าวหน้าในชีวิต จนบางคนเริ่มกลายเป็นโรคบ้างาน เพราะคุณอาเพิ่งได้งานแรก บางคนอยู่ในช่วงทดลองงาน หรือชอบที่ทำงานปัจจุบันมากจนไม่อยากพลาดและโดนไล่ออก ซึ่งความตั้งใจดีและความขยันเป็นสิ่งที่น่านับถือ แต่อะไรที่มากเกินไปก็มักจะไม่ดีรวมถึงการบ้าทำงานด้วยเช่นกัน

เราจึงอยากให้เหล่าผู้อ่าน UNLOCKMEN ที่เรารัก สังเกตตัวเองให้เป็นประจำว่าเข้าข่าย Workaholic หรือไม่ ลองใช้เวลาหาสาเหตุดูว่าปัญหาคืออะไร เราจะแก้ไขมันได้อย่างไร เพื่อการทำงานอย่างเป็นสุขกายสบายใจ ได้ประโยชน์ทั้งกับตัวเองและบริษัทที่ทำในระยะยาว

ขอบคุณ : unlockmen

ข่าวน่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมจากผู้เขียน