สาว พนง.ห้าง เป็นงง กรมสรรพากร เรียกภาษีย้อนหลัง 32 ล้าน ทั้งทำงานได้ วันละ 300

0 1,103

(7 ก.ค.) น.ส.นันทวรรณ อายุ 35 ปี พนักงานรายวันอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านปู่เจ้าสมิงพราย ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้หอบเอกสารเข้าขอความเป็นธรรมกับทนาย ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ที่สำนักงานเกรียงศักดิ์และเพื่อนทนายความการบัญชี จำกัด หลังทราบว่าตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายเรียก ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ออกหมายเรียกให้ไปพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งข้อความเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรฯ ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรฯ ที่มีกรมสรรพากร เป็นโจทย์ยื่นฟ้องเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเป็นเงินจำนวน 32 ล้านบาท กับ น.ส.นันทวรรณ ซึ่งถูกระบุว่า มีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทแห่งหนึ่ง

โดยที่ น.ส.นันทวรรณ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว หรือมีตำแหน่งตามที่ถูกกล่าวหา แต่อย่างใด และยังมีหนังสือนัดส่งตัว ให้ น.ส.นันทวรรณ ไปพบพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญามีนบุรี 2 ฟ้อง เพื่อฟังคำสั่ง หรือส่งตัวฟ้องศาล ในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 10.00 น.

ซึ่งความเป็นจริง น.ส.นันทวรรณ คุ้มศิริ ไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวและไม่รู้จักและไม่เคยทำธุรกิจในคดีนี้แต่อย่างใด มีรายได้เพียงเงินค่าแรงรายวัน วันละ 300 กว่าบาท ต้องเช่าห้องอยู่มีลูกอีก 4 คน และแม่วัย 70 ปี ที่ต้องเลี้ยงดู แต่ต้องมาถูกดำเนินคดีข้อหา แจ้งข้อความเท็จ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามประมวลกฎหมายรัษฎากรโดยที่ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ถ้าในวันที่ 13 ก.ค. ส่งฟ้อง น.ส.นันทวรรณ ต้องติดคุกเพราะไม่มีเงินประกันตัว เนื่องจากยอดเงินที่ฟ้องสูงถึง 32 ล้านบาท

น.ส.นันทวรรณ เล่าทั้งน้ำตาว่า ตนเองตกเป็นผู้ที่ถูกกรมสรรภากรเรียกเก็บภาษี โดยกล่าวหาว่าตนเองมีชื่อเป็นประธานกรรมการบริษัท ซึ่งเราไม่เคยทำหรือไปจดทะเบียนกับบริษัทอะไรเลย เพราะเราทำงานเป็นพนักงานของห้าง รายได้ก็วันละประมาณ 300 กว่าบาท ตกเดือนละไม่ถึงหมื่นบาท ไม่รู้ว่าตนเองถูกสวมสิทธิ์หรือว่าไปพลาดอะไรตรงไหน อยู่ดีๆ ก็มีหมายเรียกมาเมื่อ 4 ปี ที่แล้ว เราก็ไปตามที่เขานัดและเราก็ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าเราไม่รู้เรื่อง และก็ไม่ได้เป็นประธานกรรมการบริษัทนี้

Loading...

ล่าสุด เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา มีหมายเรียกส่งไปที่บ้านที่ต่างจังหวัด และแม่ตนเป็นคนรับหมาย ซึ่งตนก็ไปหาตามหมายเรียกเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และปฎิเสธเหมือน 4 ปีที่แล้วว่าไม่รู้เรื่อง และไม่เคยทำอะไรตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งตำรวจบอกว่าหากไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว 2 แสนบาท ก็อาจจะต้องติดคุก

“ต้องมาติดคุกทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่เราต้องจ่ายภาษีถึง 32 ล้าน นึกไม่ออกเลยว่าเงินมันเยอะแค่ไหน ถ้าเราเป็นประธานบริษัท ตามที่ถูกกล่าวหาจริงๆ เราจะมาเป็นลูกจ้างเขาทำไม ห้องเราจะมาเช่าเขาอยู่ทำไม ค่าเช่าเรายังจ่ายเขาไม่ตรงเลย เจ้าของตึกเขาไม่ไล่ตนออกไปนอนข้างนอกก็ดีแค่ไหนแล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเงินไม่ใช่แค่บาทสองบาท”

น.ส.นันทวรรณ กล่าวอีกว่า ทำไมตนต้องมาเจออะไรแบบนี้ ตนรับไม่ได้ และมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย นั่งร้องไห้ทุกวัน กินข้าวไม่ได้ตั้งแต่วันที่กลับมาจากศาล และก็นอนไม่หลับ จนต้องกินยานอนหลับ ตนเครียดจนไม่ไหวแล้ว ก็เลยมาร้องขอความเป็นธรรมที่สำนักงานทนายความดังกล่าว

ด้าน ทนาย ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากนี้ที่ตนรับเรื่องมา ประมาณวันที่ 12 หรือ 13 ก.ค. ตนก็ต้องไปที่อัยการเพื่อทำคำร้องขอความเป็นธรรม สำหรับคดีนี้ต้องใช้เวลานานหลายเดือนหรืออาจจะเป็นปี และต้องตรวจสอบรายละเอียด เพราะ น.ส.นันทวรรณ มาร้องขอความเป็นธรรมและไม่มีเงิน และไม่รู้จักกับบริษัทที่ถูกกล่าวหาเลย โดยตนเองก็จะช่วยเหลือเต็มที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

เรียบเรียงโดย : ทีมงาน kchivit .com | ขอบคุณ : 77kaoded

ข่าวน่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมจากผู้เขียน