เศรษฐีอำนาจเจริญ โดนยัดยาบ้า สู้คดี 5 ปี ตอนนี้หมดตัว 100 ล้าน

0 808

วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 นายสุวิชชา หนูสิงห์ อายุ 67 ปี เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ. สุทธกาญจน์ ฟักทอง ผกก.สภ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับนายตำรวจชุดจับกุมคดียาเสพติด 32 นาย และพนักงานอัยการจังหวัด 1 ราย ที่เป็นทนายให้ภรรยาของนายสุวิชชา เรื่องฟ้องหย่า ซึ่งร่วมกันทำคดีโดยมิไม่ชอบ ทำให้ตนเองได้รับความเสียหาย

โดยนายสุวิชชา เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นจากเมื่อปี 2533 ครอบครัวของตนให้แต่งงานกับหญิงคนหนึ่งที่ตนไม่รู้จักกันมาก่อน ตนต้องทำคำสั่งครอบครัว จึงแต่งงานอยู่กินเป็นสามีภรรยา และจดทะเบียนสมรสกันในปี 2536 มีลูกชายด้วยกัน 3 คน

กระทั่งปี 2555 ภรรยานอกใจไปคบหากับชายคนใหม่ ตนจึงฟ้องหย่า โดยมีการปรึกษาทนายความส่วนตัวให้ช่วยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับไทม์ไลน์เรื่องโดนยัดยาเสพติด มีดังนี้

– 28 มีนาคม 2556 เวลา 09.00 น. ไปเทศบาล จ.อำนาจเจริญ และเดินทางไปที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อไปปรึกษาทนายความเรื่องฟ้องหย่ากับภรรยา

– เวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ขอตรวจค้นรถ ระบุว่า มีสายรายงานมาเรื่องขนส่งยาเสพติด แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

– ต่อมาเวลา 18.50 น. ขณะจอดรถเก๋งอยู่ที่ถนนอรุณประเสริฐ ต.นาหว้า อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ตนเดินออกมาเห็นตำรวจยืนล้อมรถตนอยู่ ตำรวจขอตรวจค้นรถอีกครั้ง

ตอนนั้นตนบอกด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า หากตรวจค้นก็ยินดี แต่ต้องตรวจค้นเพียงคนเดียว ซึ่งตนจะตรวจสอบก่อนว่าภายในตัวเจ้าหน้าที่มียาเสพติดซุกซ่อนอยู่หรือไม่ อีกทั้งขณะนั้นตนได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.นาหว้า ให้มาเป็นพยานตรวจค้นในครั้งนั้นด้วย

จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการตรวจค้น และพบยาบ้ารวม 82 เม็ด ถูกพันด้วยเทปพันสายไฟสีดำ ผูกด้วยลวดคล้องติดบริเวณท่อไอเสียรถยนต์ ตนตกใจอย่างมาก ไม่รู้ว่ายาเสพติดดังกล่าวมาอยู่ใต้ท้องรถยนต์ตนตั้งแต่เมื่อไร

หลังจากนั้น ตำรวจคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนและตรวจปัสสาวะ ผลตรวจไม่พบสารเสพติด ตนถูกกล่าวหาว่ามียาบ้าไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ตนพยายามปฏิเสธและสู้คดี ซึ่งคาดว่าตนน่าจะถูกกลั่นแกล้งจากสามีใหม่และภรรยาตนมากกว่า เนื่องจากตนเชื่อว่าต้องการสมบัติของตน หลังจากที่ภรรยาเลิกและฟ้องหย่าเอาสินสมรส

Loading...

ทั้งนี้ ตนพยายามสู้คดียาวนานกว่า 5 ปี จนหมดเนื้อหมดตัว สุดท้ายศาลชั้นต้นและศาลอาญายกฟ้อง ตัดสินว่าตนไม่มีความผิด เนื่องจากขณะสอบสวนในชั้นศาล กลุ่มตำรวจคู่กรณีไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้กระทำผิดและเป็นเจ้าของยาเสพติดนั้น

หลังศาลยกฟ้อง ตนศึกษาสำนวนคดีและคำตัดสิน พบว่ามีหลายขั้นตอนที่ตำรวจชุดจับกุมขาดความรอบคอบ ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ตน ซึ่งศาลท่านพิจารณาว่า อาจเป็นคนอื่นนำมาคล้องไว้เพื่อกลั่นแกล้ง ศาลท่านไม่เชื่อว่ายาบ้าเป็นของจำเลยจริง จึงยกฟ้อง

นายสุวิชชา เล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้ตนมีฐานะถึงขั้นเศรษฐี ทำธุรกิจหลายอย่าง มีซูเปอร์มาร์เกตอยู่ใจกลางเมือง อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ 4 สาขา มีร้านทอง 2 แห่ง และอาคารพาณิชย์ใจกลางเมือง จำนวนทั้งสิ้น 46 ห้อง รวมมูลค่าทรัพย์สินกว่า 100 ล้านบาท

ขณะที่ตนถูกจับติดคุกคดียาไป 5 เดือน ขณะนั้นศาลได้สั่งฟ้องทรัพย์สินที่มีให้ภรรยาของตนไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียงอาคารร้านทอง จำนวน 2 คูหา ให้ตนไว้ซุกหัวนอน แต่ก็ไม่ได้เปิดเป็นร้านทองแล้ว เนื่องจากไม่มีเงินลงทุน จึงปล่อยให้คนเช่าเปิดเป็นร้านโทรศัพท์ เดือนละ 9,000 บาท และทุกวันนี้ต้องรอเงินผู้สูงอายุ 600 บาทไว้ยังชีพ

หลังจากศาลยกฟ้อง ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้ดำเนินคดีกับคนที่เกี่ยวข้อง และขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน วิงวอนไปถึงทนายความผู้ใจบุญที่ทราบข่าว ได้โปรดลงมาช่วยเหลือตนเอง ทางด้านคดีความ ดำเนินคดีเอาผิดผู้ที่กระทำให้ตนต้องตกต่ำให้ถึงที่สุด

นอกจากนั้น นายวิชชา ยังบอกอีกว่า หลังจากที่ตนอยู่ในคุกเพื่อสู้คดี ตนรู้มาว่าสามีใหม่ของภรรยาตนที่หวังจะต้องการทรัพย์สมบัติของตน ได้เสียชีวิตเพราะเวรกรรมตามทัน เนื่องไปผ่าตัดผิดพลาดไปถูกอวัยวะภายในจนเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ. สุทธกาญจน์ ระบุว่า ได้ให้นายสุวิชชา รวบรวมเอกสารทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน และให้มาติดตามผลทุก 15 วัน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน โดยตำรวจจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายโดยไม่เลือกข้าง ซึ่งมีนายตำรวจชุดจับกุมหลายท่านเกษียณอายุราชการไปแล้ว โดยหากรวบรวมหลักฐานเสร็จจะนำสำนวนส่งสำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เรียบเรียงโดย : ทีมงาน kchivit .com | ขอบคุณ : อมรินทร์ ทีวี

ข่าวน่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมจากผู้เขียน