เปิดชีวิตสุดหรู แอน สิเรียม บนคฤหาสน์สามีเศรษฐี

637

เรียกได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตากันดี สำหรับอดีตนางเอกตัวแม่ของวงการ “แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” แม้ปัจจุบันจะอายุ 50 ปีแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่าสวยไม่สร่างเลยจริงๆ

~

~

ทั้งนี้แอนได้ ฝากผลงานไว้เยอะแยะมากมาย เล่นเรื่องไหน ก็เก่งกาจตีบทแตกกระจุยกระจาย ได้ใจแฟนคลับอย่างแรง

~

~

หลายคนอาจทราบกันดีว่า “แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” อดีตเคยเจ็บช้ำกับความรักมาแล้วถึง 2 ครั้ง จนมาพบรักแท้กับ “จัสติน เทตต์” มหาเศรษฐีด้านการเงิน ชาวอังกฤษ วัย 50 ปี

~

~

วันนี้ จะพาทุกท่านไปชมโฉมหน้าสามีปัจจุบันของเธอ พร้อมเปิดปมความรัก ณ ปัจจุบัน จะเป็นยังไงบ้างนั้น ไปชมกันเลย “แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” ได้แต่งงานกับอดีตสามีคนแรก “บิลลี่ โอแกน” หลังจากที่ทั้งคู่เคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง “รักซึมลึก” และแสดงคู่กันมาอีก 7 เรื่องจนเกิดความรัก

~

~

จนทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน คือ “น้องนนนี่ นนลนีย์ โอแกน” และภายหลังทั้งคู่แยกทางกัน หลังจากนั้น “แอน สิเรียม” ได้ปิดฉากชีวิตการแต่งงานรอบ 2 กับอดีตสามี “ราจิต แสงชูโต” ผู้กำกับเจ้าของมาโชว์แมงโก้ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด แยกทางกันเมื่อตุลาคม พ.ศ. 2551 จนล่าสุด “แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์” ได้ย้ายไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศกับลูกสาว “น้องนนนี่” และแต่งงานครั้งที่สาม “จัสติน เทตต์” มหาเศรษฐีด้านการเงินชาวอังกฤษ

ที่เธอถือว่ารักครั้งนี้เป็นรักสุดท้ายของเธอแล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เปิดใจเล่าชีวิตที่ต้องแต่งงานถึง 3 ครั้ง แอนเผยว่า “คนทุกคนไม่มีใครที่ไม่อยากจะมีความรัก เพราะความรักมันแตกต่างกันออกไปเรารักลูกอีกอย่าง รักสามีอีกอย่าง รักแฟนก็อีกอย่าง ของแอนแต่งงานครั้งที่ 1 เราก็จบกันด้วยดี เราก็มีลูกด้วยกันคนที่สองไม่ประสบความสำเร็จเพราะเราใช้เวลาศึกษากันน้อย ส่วนคนที่สามหลังจากนี้คงมีไม่ได้แล้วละเพราะอายุก็จะ 50 แล้ว เอาจริงๆ แอนก็ไม่อยากจะจดทะเบียนสมรสเป็นเรื่องเป็นราวแต่สามีเค้าก็บอกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเค้า เพราะเค้าเองก็ยังไม่เคยแต่งงานมาก่อน ตอนนี้แต่งงานกันมา 5 ปีกว่าแล้ว (การแต่งงานครั้งที่สามแสดงว่าเราคิดว่านั่นคือความรักครั้งสุดท้าย “ทุกครั้งที่เราแต่งงานเราคิดว่ามันคือความรักครั้งสุดท้ายเราตกลงปลงใจกันแล้วเราก็อยากอยู่จนตายจากกันไปข้างนึงเราก็ลองใช้ชีวิตอยู่คนเดียวนะ แต่จังหวะมันจะเจอมันก็ช่วยไม่ได้เมื่อเราเจอคนที่ใช่ แล้วเราคิดว่าใช่ เราก็ตกลงใช้ชีวิตร่วมกัน”